พอเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ผิวของเราก็จะเริ่มดูหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึงเหมือนก่อน ทั้ง ๆ ที่ยังดูแลผิวเหมือนเดิมทุกอย่าง สาเหตุหลักนั้นมาจากปริมาณคอลลาเจนในผิวที่ค่อย ๆ ลดลงตามวัยซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นคำถามถัดมาคือ แล้วเราสามารถวางแผนรับมือกับเรื่องนี้ล่วงหน้าได้หรือไม่? นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด Collagen Banking แนวทางการดูแลผิวที่เน้นทั้งการรักษาคอลลาเจนเดิมเอาไว้ และการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง เหมือนกับการฝากออมไว้ก่อนที่ปัญหาผิวจะสะสมจนแก้ไขได้ยาก
สรุปสาระสำคัญ
- Collagen Banking คือแนวคิดการดูแลผิวแบบระยะยาว โดยจะเน้นทั้งการปกป้องคอลลาเจนเดิม และการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ควบคู่ไปด้วยกัน
- สาเหตุที่คอลลาเจนในผิวลดลงเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งอายุที่เพิ่มขึ้น แสงแดด รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วย
- Collagen Banking สามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การดูแลผิวด้วยสกินแคร์ ไปจนถึงการใช้เครื่องยกกระชับ และโปรแกรมฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน
Collagen Banking คืออะไร
Collagen Banking เทรนด์การดูแลคอลลาเจนในผิวแบบระยะยาว ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเมื่อผิวหย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอยแล้วเท่านั้น แต่คือการวางแผนล่วงหน้า โดยมุ่งเน้นไปที่ 2 แนวทางหลักไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่
- การรักษาคอลลาเจนที่มีอยู่เดิมไม่ให้เสื่อมสลายเร็วเกินไป
- การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาทดแทนอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งเปรียบเหมือนการฝากออมไว้ในธนาคาร ยิ่งเริ่มต้นดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ผิวก็ยิ่งมีต้นทุนสะสมไว้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงตามวัยได้มากขึ้น
ทำไมคอลลาเจนในผิวถึงลดลง
สาเหตุที่ทำให้คอลลาเจนในผิวลดลง เกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้
- อายุที่เพิ่มขึ้น : เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ซึ่งทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนจะค่อย ๆ ลดประสิทธิภาพลง ทำให้ปริมาณคอลลาเจนใหม่ที่ผลิตได้น้อยกว่าที่สลายไปในแต่ละวัน
- แสงแดดและรังสี UV : รังสี UV เป็นตัวเร่งให้เกิดกระบวนการสลายคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ และยังกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระที่ทำลายโครงสร้างผิวเพิ่มเติม
- พฤติกรรมที่เร่งการเสื่อมของผิว : เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดสะสม การสูบบุหรี่ หรือการรับประทานน้ำตาลสูง ล้วนส่งผลให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนทำงานได้ไม่เต็มที่
Collagen Banking ช่วยอะไรกับผิวบ้าง
การดูแลผิวอย่างต่อเนื่องด้วยแนวคิด Collagen Banking จะช่วยสนับสนุนโครงสร้างผิวในหลายด้าน เช่น
- ความแน่นและความยืดหยุ่นของผิวที่ดีขึ้น
- ริ้วรอยที่ดูตื้นลง
- ความหย่อนคล้อยที่ลดลง
- รูขุมขนที่ดูกระชับขึ้น
- ช่วยฟื้นฟูผิวในบริเวณที่มีหลุมสิวให้ดูเรียบเนียนขึ้นได้ในระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิมและความสม่ำเสมอในการดูแลของแต่ละคน
ทำ Collagen Banking ที่ Amarante Clinic
ที่ Amarante Clinic การทำโปรแกรม Collagen Banking ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเติมเต็มด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่มีทั้งกลุ่มโปรแกรมฉีดและกลุ่มเครื่องยกกระชับให้เลือกตามความเหมาะสม โดยทีมแพทย์มากฝีมือจะเป็นผู้ประเมินสภาพผิวของแต่ละคนก่อนวางแผน เพื่อให้การดูแลผิวไม่ได้มีแค่เรื่องของการเติมเต็มคอลลาเจนเท่านั้น แต่ยังช่วยดูแลปัญหาผิวเฉพาะจุดของแต่ละคนไปพร้อม ๆ กันด้วย
Collagen Banking ทำอย่างไรได้บ้าง
แนวทางในการดูแลผิวด้วยการทำ Collagen Banking จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่ การลดการสูญเสียคอลลาเจนเดิม และการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งสามารถเลือกทำร่วมกันได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน ดังนี้
ปกป้องคอลลาเจนที่มีอยู่
ก่อนจะไปถึงขั้นตอนกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ การปกป้องคอลลาเจนเดิมไม่ให้เสื่อมเร็วเกินไปก็สำคัญไม่แพ้กัน ขั้นตอนนี้จะเริ่มตั้งแต่การทาครีมกันแดดเป็นประจำเพื่อลดผลกระทบจากรังสี UV การนอนหลับให้เพียงพอ การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และการลดพฤติกรรมที่เร่งการเสื่อมของผิว เช่น การสูบบุหรี่หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ
ดูแลผิวด้วยสกินแคร์
สกินแคร์บางกลุ่มมีส่วนช่วยสนับสนุนการผลัดเซลล์ผิวและกระบวนการสร้างคอลลาเจนได้ในระดับหนึ่ง เช่น กลุ่มวิตามินซี กลุ่มเรตินอยด์ และกลุ่มเปปไทด์ ซึ่งควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน และควรใช้ควบคู่กับการปกป้องผิวจากแสงแดดเสมอ
กระตุ้นคอลลาเจนด้วยเครื่องยกกระชับหน้า
นอกจากการดูแลผิวด้วยสกินแคร์แล้ว การเลือกทำหัตถการต่าง ๆ เองก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในบริเวณที่ต้องการได้ชัดเจนมากขึ้น โดยแต่ละเครื่องมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ดังนี้
โปรแกรม Ulthera Prime
โปรแกรม Ulthera Prime เป็นหัตถการเครื่องยกกระชับด้วยการใช้พลังงานอัลตราซาวด์เฉพาะจุด (HIFU) ส่งพลังงานลงไปถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ใช้ในการยกกระชับด้วยการผ่าตัดดึงหน้า ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนพร้อมกับยกกระชับโครงสร้างผิวไปพร้อม ๆ กัน
โปรแกรม Oligio X
โปรแกรม Oligio X เป็นหัตถการเครื่องยกกระชับดูแลผิวแบบครอบคลุมด้วยการใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ส่งความร้อนไปยังชั้นผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีผิวหย่อนคล้อย และต้องการปรับรูปหน้าให้ดูกระชับขึ้น
โปรแกรม Thermage
โปรแกรม Pico Laser
โปรแกรม Pico Laser เป็นเลเซอร์ยอดนิยมที่นอกจากจะช่วยดูแลปัญหาเม็ดสีอย่างฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยสิวแล้ว พลังงานเลเซอร์ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวไปพร้อมกันได้อีกด้วย
ฉีดคอลลาเจนสด
เป็นการกระตุ้นคอลลาเจนด้วยการฉีดคอลลาเจนสดเข้าสู่ผิวโดยตรง เพื่อเสริมโครงสร้างคอลลาเจนในบริเวณที่ขาดหายไป ช่วยให้ผิวได้รับคอลลาเจนในรูปแบบพร้อมใช้งานโดยตรง ควบคู่ไปกับการกระตุ้นให้เซลล์ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเองต่อไป โดยมีหลายโปรแกรมที่แนะนำ ได้แก่
โปรแกรม TheraFill
โปรแกรม TheraFill คือการฉีดสารกลุ่มคอลลาเจนสดสำหรับการเติมเต็มและเสริมโครงสร้างผิวในบริเวณที่ต้องการ ช่วยสนับสนุนให้ผิวดูเต่งตึงขึ้นในบริเวณที่ฉีด
ฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulator)
เป็นการกระตุ้นคอลลาเจนด้วยการฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจนในกลุ่ม Biostimulator จะมีการทำงานที่แตกต่างไปจากฟิลเลอร์ทั่วไป เพราะไม่ได้เพียงเติมเต็มปริมาตรผิวเท่านั้น แต่จะเข้าไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้ค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ทำให้เห็นผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีหลายโปรแกรมที่แนะนำ ได้แก่
โปรแกรม Sculptra
โปรแกรม Sculptra คือ Biostimulator ที่มีส่วนประกอบหลักเป็น Poly-L-Lactic Acid (PLLA) ซึ่งอยู่ในกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ผิวหนัง ช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีในระยะยาว
โปรแกรม Ellansé
โปรแกรม Ellansé คือ Biostimulator ที่มีส่วนประกอบหลักเป็น Polycaprolactone (PCL) ซึ่งจะค่อย ๆ สลายตัวไปพร้อมกับกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
ฉีดสารกลุ่ม CaHA
เป็นการกระตุ้นคอลลาเจนด้วยการฉีดสารกลุ่ม Calcium Hydroxyapatite (CaHA) ที่นอกจากจะช่วยในเรื่องของการเติมเต็มโครงสร้างผิวที่ยุบตัวลงแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองรอบบริเวณที่ฉีดเพิ่มเติมด้วย โดยมีหลายโปรแกรมที่แนะนำ ได้แก่
โปรแกรม Radiesse
โปรแกรม Radiesse เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมโครงสร้างผิวบริเวณที่มีการยุบตัวจากการเสื่อมสภาพของชั้นไขมันและกระดูก ช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงของโครงสร้างผิวควบคู่ไปกับการกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกัน
โปรแกรม HArmonyCa
โปรแกรม HArmonyCa ผสาน 2 ตัวช่วยอย่าง Hyaluronic Acid (HA) เข้ากับ Calcium Hydroxyapatite อย่างลงตัว เพื่อช่วยเติมเต็มและยกกระชับโครงสร้างผิว พร้อมกับกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกัน
กลุ่มฉีดสารกลุ่มคุณภาพงานผิว
เป็นการกระตุ้นคอลลาเจนด้วยกลุ่มฉีดสารกลุ่มคุณภาพงานผิว โดยสารในกลุ่มนี้จะเน้นดูแลปัญหาคุณภาพผิว เช่น ผิวขาดความชุ่มชื้นหรือผิวหมองคล้ำเป็นหลัก แต่ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน โดยมีหลายโปรแกรมที่แนะนำ ได้แก่
โปรแกรม Profhilo
โปรแกรม Profhilo เป็นสารเติมเต็มในกลุ่ม Bio-Remodeling ที่มีจุดเด่นในด้านของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวชั้นลึก พร้อมช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวดูเรียบเนียน และกระชับมากขึ้น
Vitaran PN
โปรแกรม Vitaran เป็นฉีดสารเติมเต็มที่มีส่วนประกอบหลักจากกลุ่ม Polynucleotide หรือที่เรียกกันว่า การฉีด PN ซึ่งช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวและสนับสนุนการทำงานของเซลล์ผิว พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี เรียบเนียน และกระจ่างใสมากขึ้น
อายุเท่าไหร่ควรเริ่มทำ Collagen Banking
การทำ Collagen Banking ยิ่งเริ่มต้นดูแลได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีต้นทุนคอลลาเจนสะสมไว้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงตามวัยได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น อายุเท่าไรก็สามารถเริ่มทำได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว หลังจากอายุ 25 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่การผลิตคอลลาเจนตามธรรมชาติเริ่มลดลง ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มวางแผนดูแลผิวในเชิงป้องกันได้แล้ว
อายุ 40–50 ปี เริ่ม Collagen Banking ยังทันไหม
สำหรับผู้ที่อายุ 40-50 ปี ยังสามารถเริ่มทำ Collagen Banking ได้ เพียงแต่แนวทางการดูแลอาจต้องปรับสัดส่วนให้เน้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่มากกว่าการปกป้องคอลลาเจนเดิมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในวัยนี้ ผิวมักมีความหย่อนคล้อยและริ้วรอยปรากฏชัดเจนขึ้นแล้ว การประเมินจากแพทย์ก่อนวางแผนจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อเลือกวิธีการดูแลที่เหมาะกับสภาพผิวในขณะนั้น
Collagen Banking แบบไหนเหมาะกับปัญหาผิวแต่ละแบบ
แนวทางในการดูแลผิวด้วยการทำ Collagen Banking ควรปรับให้เหมาะสมกับสภาพผิวในขณะนั้น โดยมีคำแนะนำตามตารางด้านล่าง ดังนี้
| ลักษณะผิว | แนวทางในการรักษา | โปรแกรมที่แนะนำ |
|---|---|---|
| ยังไม่มีริ้วรอยชัดเจน | เน้นปกป้องคอลลาเจนเดิม ควบคู่กับการใช้สกินแคร์ | ครีมกันแดด และสกินแคร์กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว |
| เริ่มมีริ้วรอยร่องตื้น | เสริมการกระตุ้นคอลลาเจนเล็กน้อย ควบคู่ไปกับการป้องกัน | โปรแกรม Profhilo, โปรแกรม Vitaran PN |
| ผิวเริ่มหย่อนคล้อย | เน้นกระตุ้นคอลลาเจนด้วยเครื่องยกกระชับ หรือสารฉีดในกลุ่ม Biostimulator | โปรแกรม Ulthera Prime, โปรแกรม Oligio X, โปรแกรม Sculptra |
| คุณภาพผิวลดลง (หมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน) | เน้นสารกลุ่มคุณภาพงานผิวร่วมกับการกระตุ้นคอลลาเจน | โปรแกรม Profhilo, โปรแกรม TheraFill |
| มีหลายปัญหาร่วมกัน | วางแผนหลายหัตถการร่วมกันตามลำดับความสำคัญ | ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนเฉพาะบุคคล |
Collagen Banking กับ Skin Longevity ต่างกันอย่างไร
Skin Longevity เป็นแนวคิดที่มองภาพรวมของสุขภาพผิวในระยะยาว ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น คอลลาเจน อีลาสติน เกราะปกป้องผิว และไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ของแต่ละคน ในขณะที่แนวคิดของการทำ Collagen Banking จะเป็นแนวทางที่เจาะจงเฉพาะในเรื่องของการดูแลคอลลาเจนเป็นหลัก ดังนั้น จึงสามารถกล่าวได้อีกอย่างว่า การทำ Collagen Banking เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Skin Longevity ที่โฟกัสไปที่โครงสร้างคอลลาเจนโดยเฉพาะก็ไม่ผิดเช่นกัน
Collagen Banking ต้องทำบ่อยแค่ไหน
ความถี่ในการทำ Collagen Banking จะขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือกใช้ และสภาพผิวของแต่ละคน แต่โดยทั่วไปแล้ว ควรมีการดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ระดับคอลลาเจนในผิวลดลงมากเกินไป ซึ่งแพทย์มักแนะนำให้กลับมาประเมินและทำซ้ำทุก ๆ 6 เดือน เพื่อรักษาระดับคอลลาเจนในผิวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
วางแผน Collagen Banking อย่างไรให้เหมาะกับผิว
การทำ Collagen Banking ให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการวางแผนร่วมกับแพทย์ ดังนี้
- ประเมินคุณภาพและความหย่อนคล้อยของผิว : เพื่อดูว่าผิวอยู่ในระยะใด และควรเน้นการปกป้องหรือการกระตุ้นมากกว่ากัน
- เลือกวิธีตามปัญหาหลัก : เลือกโปรแกรมที่ตรงกับปัญหาผิวที่เป็นจุดสำคัญของแต่ละคนก่อน
- วางแผนหลายหัตถการเมื่อจำเป็น : บางกรณีอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เพื่อดูแลทั้งเรื่องการปกป้องและการกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อม ๆ กัน
- ติดตามและปรับแผนตามการเปลี่ยนแปลงของผิว : เนื่องจากสภาพผิวเปลี่ยนแปลงไปตามวัย แผนการดูแลจึงควรได้รับการปรับให้เหมาะสมอยู่เสมอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Collagen Banking
Collagen Banking คือการฉีดคอลลาเจนหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะการทำ Collagen Banking ครอบคลุมตั้งแต่การปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด การดูแลด้วยสกินแคร์ ไปจนถึงหัตถการความงามต่าง ๆ เช่น การใช้เครื่องยกกระชับหรือการฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน ซึ่งการฉีดเป็นเพียงหนึ่งในหลายวิธีที่ใช้ร่วมกันได้
กินคอลลาเจนถือว่าเป็น Collagen Banking ไหม
การรับประทานคอลลาเจนเสริมอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพผิวได้บ้าง แต่คอลลาเจนที่รับประทานเข้าไปจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนก่อนดูดซึม จึงไม่ได้ถูกนำไปใช้สร้างคอลลาเจนที่ผิวโดยตรงทั้งหมด การทำ Collagen Banking ให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมจึงควรผสมผสานทั้งเรื่องโภชนาการ การปกป้องผิว และหัตถการที่คลินิกร่วมกัน
Biostimulator กับ Collagen Banking เหมือนกันไหม
ไม่เหมือนกันทั้งหมด เพราะ Biostimulator เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Collagen Banking เท่านั้น ในขณะที่ Collagen Banking เป็นภาพรวมของแนวทางการดูแลผิวที่ประกอบด้วยทั้งการปกป้องคอลลาเจนเดิมและการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ควบคู่กัน
Collagen Banking ช่วยให้หน้าไม่แก่ได้จริงไหม
Collagen Banking ไม่ได้ทำให้ผิวไม่แก่ไปตามวัยเลย แต่สามารถช่วยสนับสนุนโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้น และอาจช่วยให้สัญญาณของความหย่อนคล้อยหรือริ้วรอยปรากฏช้าลงกว่าการปล่อยผิวไว้โดยไม่ดูแลได้ ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิมและความสม่ำเสมอในการดูแลของแต่ละคน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนให้เหมาะกับตัวเองก่อนตัดสินใจทำหัตถการใด ๆ
เริ่มวางแผน Collagen Banking ให้เหมาะกับสภาพผิว
หากคุณกำลังมองหาแนวทางในการดูแลผิวที่มองไปไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า Collagen Banking คือแนวคิดที่จะช่วยให้การดูแลคอลลาเจนเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ที่ Amarante Clinic ทีมแพทย์ของเราจะช่วยทำการวิเคราะห์ ประเมินสภาพผิวอย่างละเอียด และวางแผนการดูแลที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องคอลลาเจนเดิมหรือการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ด้วยวิธีที่หลากหลาย หากสนใจสามารถสอบถามข้อมูลหรือดูรีวิวเพิ่มเติมได้ภายในเว็บไซต์ หรือปรึกษาปัญหาเบื้องต้นได้ตามช่องทางด้านล่างนี้