การเลือกทานอาหารที่เหมาะสม คือจุดสำคัญที่จะช่วยให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปเซตตัวได้สวย และลดความเสี่ยงในการเกิดการอักเสบได้เป็นอย่างดี เพราะต่อให้แพทย์จะปั้นทรงมาสวยแค่ไหน แต่ถ้าหากคนไข้ไม่ทราบว่าฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไรบ้าง เช่น ก่อนฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไร เพื่อลดรอยช้ำ หรือ หลังฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไร เพื่อป้องกันการบวม ผลลัพธ์ก็อาจออกมาไม่ดีเท่ากับที่ตั้งใจเอาไว้ สิ่งที่ทานเข้าไป ล้วนมีผลต่อผลลัพธ์และลดความเสี่ยงในการอักเสบทั้งสิ้น
สรุปสาระสำคัญ
- เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การฉีดฟิลเลอร์ที่สวยงาม วินัยในการดูแลตัวเองสำคัญมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการทานอาหารที่ส่งผลต่อการกระตุ้นการอักเสบ และบวมช้ำ โดยต้องรู้ก่อนว่า ก่อนฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไร เพื่อลดรอยช้ำ และหลังฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไร เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- นอกจากเรื่องของการเลือกทานอาหารที่เหมาะสม การเลือกคลินิกที่เข้ารับบริการฉีดฟิลเลอร์เองก็สำคัญมาก เพื่อให้การฉีดฟิลเลอร์เป็นไปอย่างไม่เป็นอันตราย ได้ผลลัพธ์ที่สวยตรงใจ ดูเป็นธรรมชาติ และเข้ากันได้ดีกับใบหน้าของเรา
ก่อนโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ ห้ามกินอะไรบ้าง ?
ก่อนฉีดฟิลเลอร์ 1 สัปดาห์
- ควรงดทานยาและวิตามินบางชนิดที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และวิตามินต่าง ๆ เพื่อป้องกันการอักเสบ หรือรอยช้ำต่าง ๆ
- ควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เลือดสูบฉีด จนเกิดภาวะหลอดเลือดขยายตัวได้
- ควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน 24 ชั่วโมงก่อนเข้ารับบริการ
- ควรงดทานอาหารหมักดอง โซเดียมสูงทุกชนิด เพราะมีสารที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้
หลังโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ ห้ามกินอะไรบ้าง ? (1-2 สัปดาห์แรก)
เพื่อให้ผลลัพธ์การฉีดฟิลเลอร์ออกมาสวยงาม ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกคือช่วงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยเราได้สรุปรายการอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่า ฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไรบ้าง ดังนี้
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือไวน์ ก็ขอให้งดไปก่อน เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้หลอดเลือดขยายตัว กระตุ้นการไหลเวียนเลือดจนหน้าบวมเขียวช้ำได้ง่าย หากถามว่า ฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินแอลกอฮอล์กี่วัน? อย่างน้อยควรเว้น 48 ชั่วโมง ถึง 1 สัปดาห์
- อาหารหมักดองและของดิบ : ข้อนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินปลาร้ากี่วัน? แพทย์จะแนะนำให้งดทานปลาร้า แหนม อาหารหมักดอง หรือของดิบไปก่อนอย่างน้อย 14 วัน เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและมีพยาธิ ซึ่งอาจทำให้บริเวณที่ฉีดอักเสบหรือเป็นหนองได้
- อาหารรสจัดหรือโซเดียมสูง : ส้มตำยำแซ่บ หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปที่มีโซเดียมเยอะ จะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น ส่งผลให้บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์บวมตึงและยุบช้ากว่าที่ควรจะเป็น
- อาหารร้อน : ช่วง 48 ชั่วโมงแรกควรเลี่ยงของร้อนจัดอย่างหมูกระทะหรือชาบู เพราะไอร้อนที่ปะทะหน้าจะทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวไวขึ้น โดยเฉพาะการฉีดฟิลเลอร์ปาก และควรงดใช้หลอดดูดน้ำร้อน ๆ และเลี่ยงการกินของร้อนจัด เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เสียทรง
- คาเฟอีนและน้ำหวาน : กาแฟเข้มข้น หรือน้ำหวานจัด ๆ ส่งผลต่อความดันเลือดและระดับน้ำตาล ซึ่งอาจขัดขวางกระบวนการสมานแผลของร่างกายในช่วงแรกได้
- ยาและอาหารเสริม : แม้จะผ่านขั้นตอนการฉีดมาแล้ว แต่ควรรู้ว่าหลังฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไรในกลุ่มยาด้วย เช่น แอสไพริน หรือวิตามินอีและน้ำมันปลา เพราะอาจทำให้รอยช้ำจางช้าลง
หลังฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ ควรกินอะไร ?
เพื่อให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดไปเซตตัวได้สวย และฟูดูเป็นธรรมชาติ นอกจากต้องมีวินัยในการทานสิ่งต่าง ๆ แล้ว การเลือกเติมสารอาหารที่ดีเข้าสู่ร่างกายก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเราขอแนะนำตารางการกินที่จะช่วยให้งานผิวออกมาสวย และเข้าที่ไวมากขึ้น ดังนี้
ตารางแนะนำอาหารที่ควรกินหลังฉีดฟิลเลอร์
| ระยะเวลา | อาหารที่ควรกิน | เหตุผลที่แพทย์แนะนำ |
|---|---|---|
| 24 ชั่วโมงแรก | ||
| น้ำเปล่า (1.5-2 ลิตร) | สำคัญมาก เพราะฟิลเลอร์คือไฮยาลูรอนิกที่ชอบน้ำมาก การดื่มน้ำเยอะ ๆ จะช่วยให้ฟิลเลอร์อุ้มน้ำได้ดี อิ่มฟู ดูเป็นธรรมชาติ และเข้าที่เร็วขึ้น | |
| โปรตีนคุณภาพดี (ปลา, ไก่, เต้าหู้) | มี Omega 3 และกรดอะมิโนที่ช่วยลดการอักเสบ พร้อมช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณที่เข็มผ่านได้ดี | |
| ผักใบเขียวและผักหลากสี | วิตามิน และแร่ธาตุในบรอกโคลีหรือฟักทอง จะช่วยฟื้นฟูผิวจากภายในให้ดูมีสุขภาพดี | |
| 2-7 วันแรก | ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง | ข้าวกล้องหรือธัญพืชต่าง ๆ มีส่วนช่วยในกระบวนการฟื้นฟูผิวและรักษาสมดุลร่างกายในช่วงที่ฟิลเลอร์กำลังเซตตัว |
| ธัญพืชและไฟเบอร์ | ส้ม หรือเบอร์รีต่าง ๆ จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้รอยแผลจากเข็มหายเร็วขึ้น และผิวดูใสขึ้นด้วย | |
| หลังจากนั้น | โปรตีนและแคลเซียม | เน้นกินตามปกติ แต่เน้นโปรตีนสูง เช่น ไข่ หรือนม เพื่อซ่อมแซมและบำรุงให้ผิวแข็งแรงในระยะยาว |
กินอะไรช่วยลดบวมหลังฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ ?
สำหรับใครที่ต้องรีบใช้หน้า หรืออยากให้รอยช้ำยุบไวขึ้นกว่าเดิม มีตัวช่วยที่สามารถช่วยลดอาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ได้ ดังนี้
- เครื่องดื่มลดบวม เช่น น้ำมะพร้าวสด น้ำใบบัวบก น้ำฟักทอง หรือน้ำสับปะรด เพราะสมุนไพรและผลไม้เหล่านี้มีสรรพคุณที่ช่วยลดอาการบวมน้ำและแก้อาการฟกช้ำได้เป็นอย่างดี
- มีวินัยในการทานยาก็เพียงพอ เพราะจริง ๆ แล้วอาการบวมหลังฉีดจะค่อย ๆ หายไปเองใน 7 – 14 วัน แต่ถ้าแพทย์มีการจ่ายยาแก้ปวด หรือลดบวมให้ ก็ควรทานให้ครบตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ใบหน้าเข้าที่ได้สวยงาม และรวดเร็วมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทานอาหารหลังฉีดฟิลเลอร์
โดยปกติแล้วแพทย์จะแนะนำให้งดทานของแสลงอย่างน้อย 7-14 วัน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และช่วยให้รอยเข็มสมานตัวได้เร็วมากขึ้น
หากเป็นส้มตำไทยที่ไม่เผ็ดมาก สามารถทานได้หลังจากฉีดฟิลเลอร์มาแล้ว 3-5 วัน แต่โดยทั่วไปแล้ว สำหรับคำถามที่ว่า “ฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินปลาร้ากี่วัน?” แพทย์จะให้คำแนะนำว่าควรงดทานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะในปลาร้ามีทั้งโซเดียมที่ทำให้หน้าบวม และความเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียที่อาจทำให้บริเวณที่ฉีดอักเสบได้
สามารถทานได้แน่นอน เพราะไข่เป็นหนึ่งในโปรตีนคุณภาพดีที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ไม่ใช่ของแสลงอย่างที่หลายคนเข้าใจ และการทานโปรตีนให้เพียงพอยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากรอยเข็มได้ไวขึ้นด้วย
สิ่งที่ทำให้ใบหน้าบวมขึ้นอย่างชัดเจนก็คือ อาหารที่มีโซเดียมสูง เพราะจะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ และยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องระวังด้วย ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความร้อนทุกรูปแบบ เช่น การทานอาหารหน้าเตาร้อน หรือการซาวน่า เป็นต้น
ก่อน-หลังฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ห้ามกินอะไรแล้ว ควรรู้อะไรอีก
นอกจากวินัยเรื่องอาหารการกินที่ต้องรู้แล้ว การดูแลตัวเองในด้านอื่น ๆ เองก็เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์การฉีดฟิลเลอร์ออกมาดีเช่นกัน
- พฤติกรรมหลังทำ นอกจากการเช็กว่า หลังฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไร? การดูแลตัวเองหลังทำเองก็สำคัญมาก โดยในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ห้ามกด นวด หรือคลึงในบริเวณที่ฉีดเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดรูปได้ รวมถึงควรงดออกกำลังกายหนัก ๆ เพื่อไม่ให้ความร้อนในร่างกายพุ่งสูงจนฟิลเลอร์บวม
- การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะความสวยจะต้องมาคู่กับความปลอดภัย ดังนั้น จึงควรเลือกใช้บริการจากคลินิกที่ได้มาตรฐาน ตรวจสอบเลขที่ใบอนุญาตได้ และที่สำคัญคือต้องฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น เพื่อที่จะสามารถวิเคราะห์โครงหน้า และการวางตำแหน่งฟิลเลอร์ได้อย่างแม่นยำ รวมถึงต้องมั่นใจว่าเป็น ฟิลเลอร์แท้ที่ตรวจสอบได้
สรุปคือ การเตรียมตัวที่ดีตั้งแต่รู้ว่าก่อนฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไร ไปจนถึงการเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ควบคู่ไปกับการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวย ไม่เป็นอันตราย และมั่นใจในมุมมอง
ที่ Amarante Clinic เราไม่ได้มอบเพียงแค่ผลลัพธ์ที่สวยงามให้กับคนไข้เท่านั้น แต่เรายังใส่ใจดูแลตั้งแต่ขั้นตอนในการวิเคราะห์ใบหน้าและประเมินปัญหา ไปจนถึงการให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างละเอียดโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เลือกใช้เทคนิคเฉพาะพิเศษในการฉีดฟิลเลอร์ ‘A³ Lifting’ เพื่อผลลัพธ์ความสวยที่รับกับใบหน้า ดูดีในแบบที่เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่า และให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ หากสนใจสามารถสอบถามข้อมูลหรือดูรีวิวเพิ่มเติมได้ภายในเว็บไซต์ หรือปรึกษาปัญหาเบื้องต้นได้ตามช่องทางด้านล่างนี้