CoolSculpting ตอบโจทย์สลายไขมันเฉพาะจุด

ดูดไขมัน กับ CoolSculpting วิธีไหนตอบโจทย์การสลายไขมันเฉพาะจุด?

เคยรู้สึกไหมว่า น้ำหนักก็คุมมาดีแล้ว ออกกำลังกายก็สม่ำเสมอ แต่ทำไมไขมันบางจุดถึงไม่ลดลงไปเสียที แม้ว่าการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายจะเป็นวิธีที่ยั่งยืน แต่หลาย ๆ คนก็มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา และมีไขมันบางจุดที่ลงได้ยาก ทำให้หลาย ๆ คนจึงเริ่มมองหาตัวช่วยเสริมที่จะช่วยลดไขมันเฉพาะจุด และปรับหุ่นให้กระชับ และสวยงามได้อย่างยั่งยืน ในบทความนี้ เราจะมาเปรียบเทียบระหว่างการดูดไขมัน vs โปรแกรม CoolSculpting แต่ละแบบเหมาะกับปัญหาแบบไหน ได้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร ลองไปดูกันเลย

*** หมายเหตุ
1) บทความนี้ไม่ได้พูดถึงการลดน้ำหนัก แต่เน้นการปรับรูปร่างด้วยการลดไขมันเฉพาะส่วนเป็นหลัก
2) Amarante Clinic ไม่มีโปรแกรมดูดไขมัน เนื้อหาส่วนของการดูดไขมันนำมาเปรียบเทียบเชิงวิชาการเท่านั้น

สรุปสาระสำคัญ

  1. การลดไขมันเฉพาะจุดไม่เท่ากับการลดน้ำหนัก เพราะการลดไขมันเฉพาะจุดมีเป้าหมายหลักคือการปรับรูปร่างและสัดส่วนของจุดที่ไขมันลดได้ยาก ไม่ใช่ตัวเลขบนตาช่าง
  2. โปรแกรม CoolSculpting คือการจัดการกับเซลล์ไขมันที่ลดได้ยากด้วยความเย็น เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับผู้ที่มีไขมันหนาปานกลางตามจุดต่าง ๆ ส่วนการดูดไขมัน จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการเอาไขมันออกครั้งละมาก ๆ แต่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้นที่นานกว่า

CoolSculpting คืออะไร

โปรแกรม CoolSculpting คือเทคโนโลยีสลายไขมันด้วยความเย็น ส่งพลังงานความเย็นในระดับจุดเยือกแข็งลงไปยังชั้นไขมันบริเวณที่ต้องการ ทำให้เซลล์ไขมันในจุดนั้นค่อย ๆ ถูกกำจัดและขับออกตามกลไกของร่างกายโดยไม่กระทบเนื้อเยื่อข้างเคียง เป็นการลดไขมันแบบไม่ต้องผ่าตัด จึงเหมาะกับผู้ที่อยากปรับสัดส่วนเฉพาะจุด และไม่อยากเสียเวลาพักฟื้นนาน

จุดเด่นของ CoolSculpting

  • ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ไม่มีการฉีดยา จึงไม่มีแผลเปิด
  • ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  • เจ็บน้อย ในระหว่างที่ทำจะรู้สึกเย็น และตึงบริเวณที่ทำเท่านั้น
  • สามารถลดไขมันเฉพาะจุดที่ต้องการได้ และให้ผลลัพธ์เรียบเนียนไปกับสัดส่วนเดิม ดูเป็นธรรมชาติ

ดูดไขมัน คืออะไร

การดูดไขมัน คือหัตถการผ่าตัดที่ใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในบริเวณใต้ผิวหนัง เพื่อดูดเอาเซลล์ไขมันออกจากร่างกายโดยตรง มีจุดเด่นหลักคือสามารถนำไขมันออกได้ครั้งละจำนวนมากในคราวเดียว จึงเหมาะกับผู้ที่มีชั้นไขมันหนามาก ๆ และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของขนาดอย่างชัดเจน แต่เนื่องจากเป็นการผ่าตัด จึงมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณามากกว่าหัตถการแบบไม่ผ่าตัด

ข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจดูดไขมัน

  • จำเป็นต้องมีเวลาในการพักฟื้น ซึ่งอาจต้องลางานหลายวันถึงสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับขนาดและบริเวณที่ทำ
  • หากผิวหนังในบริเวณที่ทำมีความยืดหยุ่นน้อย ผิวอาจดูหย่อนหรือไม่เรียบเนียนหลังเอาไขมันออก บางรายต้องทำหัตถการกระชับผิวเพิ่ม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  • มีความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการผ่าตัด เช่น แผลติดเชื้อ รอยช้ำ หรือผลข้างเคียงจากยาสลบ จึงต้องตรวจประเมินสุขภาพ และทำโดยแพทย์ที่รับผิดชอบหัตถการนี้โดยตรง

ดูดไขมัน กับ CoolSculpting ส่วนไหนเหมาะกับแบบใด

การเลือกหัตถการที่เหมาะสมจะต้องเลือกให้ตรงกับปัญหาที่มี ไม่ใช่เลือกตามความแรงของเทคโนโลยี โดยทั่วไปแล้วโปรแกรม CoolSculpting จะสามารถทำได้แทบทุกจุดที่มีไขมันส่วนเกิน ในขณะที่การดูดไขมัน จะเหมาะสำหรับกรณีไขมันหนามากจริง ๆ เราลองมาดูกันแต่ละส่วนว่าควรเลือกทำโปรแกรมไหนดี

สลายไขมันหน้าท้อง และ พุงหมาน้อย

โปรแกรม CoolSculpting จะเหมาะสำหรับการแก้ไขปัญหาพุงหมาน้อยหรือไขมันชั้นบนที่จับตัวได้ ส่วนการดูดไขมันจะเหมาะกับบริเวณหน้าท้องที่ต้องเอาไขมันออกทีละมาก ๆ ทั้งนี้ โปรแกรม CoolSculpting เองก็สามารถทำบริเวณหน้าท้องได้เช่นกัน เพียงแต่จะให้ผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

สลายไขมันรอบเอว และ ห่วงยางขอบกางเกง

บริเวณนี้สามารถทำได้ทั้ง 2 โปรแกรม แต่โปรแกรม CoolSculpting จะมีข้อดีตรงที่ไม่มีบาดแผล และแทบไม่จำเป็นต้องพักฟื้น จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่าสำหรับคนที่ลางานไม่ได้

สลายไขมันต้นแขน

โปรแกรม CoolSculpting จะสามารถทำได้กับบริเวณต้นแขนแทบทุกขนาด โดยเน้นจัดการเฉพาะจุดที่มีไขมันส่วนเกินหรือหย่อนคล้อย ส่วนการดูดไขมันจะเหมาะกับคนที่มีต้นแขนใหญ่มาก ๆ และต้องการลดขนาดลงเยอะในครั้งเดียว

สลายไขมันต้นขา

โปรแกรม CoolSculpting จะเหมาะกับบริเวณที่มีไขมันส่วนเกินที่จับตัวได้ เช่น ต้นขาด้านนอกหรือด้านใน ในขณะที่การดูดไขมันจะเป็นหัตถการที่เน้นทำทั้งต้นขา เพื่อลดสัดส่วนโดยรวมเป็นหลัก

สลายไขมันปีกหลัง และเนื้อปลิ้นขอบบรา

ในบริเวณนี้จะแนะนำให้ทำโปรแกรม CoolSculpting เป็นหลัก เพราะหากเลือกดูดไขมันจะดูแลแผลในตำแหน่งนี้ได้ยากกว่า

สลายไขมันใต้คาง หรือเหนียง

ผลลัพธ์ของทั้ง 2 โปรแกรมจะค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่การดูดไขมันในบริเวณนี้มักต้องสวมผ้ารัดหน้าในช่วงพักฟื้น ในขณะที่โปรแกรม CoolSculpting หลังทำจะสามารถใช้ชีวิตต่อได้ตามปกติ

CoolSculpting สลายไขมันจุดไหนบ้าง

ระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์หลังการสลายไขมันทั้ง 2 แบบ

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การดูดไขมันจะช่วยให้ได้เห็นหุ่นใหม่ที่สวยขึ้นอย่างรวดเร็ว และการทำโปรแกรม CoolSculpting จะเห็นผลช้ากว่า แต่จริง ๆ แล้วทั้ง 2 โปรแกรมจะใช้เวลาในการเห็นผลลัพธ์ไม่ต่างกันมาก เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการจัดการกับไขมันในร่างกาย และกระชับสัดส่วนให้เข้าที่ก่อนอยู่ดีไม่ว่าจะเลือกทำโปรแกรมไหน

ผลลัพธ์หลังดูดไขมัน

  • ในช่วง 1 – 2 สัปดาห์แรก มักมีอาการบวมและช้ำ และยังไม่เห็นรูปร่างที่แท้จริง
  • ในช่วง 1 เดือน อาการบวมจะเริ่มยุบตัวลง และเข้าที่มากขึ้น แต่ผิวอาจยังไม่กระชับเต็มที่
  • ในช่วงประมาณ 2 – 3 เดือน จะเริ่มเห็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงผลลัพธ์จริง

ผลลัพธ์หลังทำโปรแกรม CoolSculpting

  • ในช่วง 1 – 3 สัปดาห์แรก ร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดเซลล์ไขมันที่ถูกความเย็นจัดการ ระยะนี้ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงไม่มาก
  • ในช่วง 1 เดือน สัดส่วนจะเริ่มเข้าที่ และดูกระชับมากขึ้น
  • ในช่วงประมาณ 2 – 3 เดือน จะเริ่มเห็นสัดส่วนที่ชัดเจน และเข้าที่มากขึ้น

โดยสรุปคือ ระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์ของการทำโปรแกรม CoolSculpting และการดูดไขมันนั้นใกล้เคียงกัน แต่โปรแกรม CoolSculpting จะมีข้อดีคือไม่จำเป็นต้องพักฟื้นหลังทำและสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้เลย

สรุป ดูดไขมัน กับโปรแกรม CoolSculpting ต่างกันอย่างไร?

โดยภาพรวมแล้ว การดูดไขมันเป็นหัตถการผ่าตัดที่ต้องใช้ยาชาหรือยาสลบ ซึ่งมีความเสี่ยงตามรูปแบบของหัตถการผ่าตัด ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น และระหว่างทำจะมีความเจ็บมากกว่า แต่แลกมาด้วยการที่สามารถเอาไขมันออกได้ในปริมาณมากในครั้งเดียว จึงเหมาะกับผู้ที่มีไขมันหนามาก และมีเวลาในการพักฟื้น

ส่วนโปรแกรม CoolSculpting จะเป็นการลดไขมันด้วยความเย็นโดยไม่ผ่าตัด ไม่ต้องใช้ยาสลบ มีความเสี่ยงต่ำกว่างานผ่าตัด แทบไม่จำเป็นต้องพักฟื้น ระหว่างทำเจ็บน้อย ผลลัพธ์ดูค่อยเป็นค่อยไปและกลมกลืนไปกับสัดส่วนเดิม จึงเหมาะกับผู้ที่มีไขมันหนาปานกลาง และต้องการปรับสัดส่วนเฉพาะจุด

ดูดไขมัน vs CoolSculpting

ระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์และการดูแลตัวเองหลังทำ

หลังทำหัตถการลดไขมันเฉพาะจุด การดูแลตัวเองหลังทำนั้นสำคัญต่อการคงผลลัพธ์เอาไว้มาก โดยแพทย์มักแนะนำให้

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายขับของเสีย
  • เคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ เช่น เดิน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  • หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดแรง ๆ บริเวณที่ทำในช่วงแรก
  • ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะแม้เซลล์ไขมันในจุดที่ทำจะลดลง แต่หากใช้ชีวิตจนน้ำหนักขึ้นมาก เซลล์ไขมันที่เหลืออยู่ส่วนอื่นก็ยังขยายตัวได้

รวมโปรแกรมสลายไขมันที่ Amarante Clinic

ที่ Amarante Clinic เรามีโปรแกรมลดไขมันเฉพาะจุดพร้อมปรับสัดส่วนให้เรียวสวย กระชับได้โดยที่ไม่ต้องผ่าตัด แต่ละโปรแกรมสามารถแก้ไขปัญหาที่กังวลใจได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น

  • โปรแกรม CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็นในจุดที่มีไขมันสะสม
  • โปรแกรม EMSCULPT NEO กระตุ้นกล้ามเนื้อให้แน่นกระชับ พร้อมเผาผลาญไขมันไปพร้อม ๆ กัน
  • โปรแกรม Exion กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพื่อปรับผิวบริเวณที่ทำให้เรียบเนียน

โดยโปรแกรมเหล่านี้ยังสามารถทำร่วมกันได้เพื่อแก้ไขปัญหาของแต่ละบุคคลอย่างครอบคลุม ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ยาวนาน ออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อช่วยทั้งในเรื่องของการลดไขมัน กระชับสัดส่วน และช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีไปพร้อม ๆ กัน

CoolSculpting ที่ Amarante Clinic

การดูแลหลังสลายไขมัน

จุดที่แตกต่างกันระหว่างทั้ง 2 โปรแกรมนี้ คือการดูแลหลังทำที่มีความเข้มข้นต่างกัน

  • โปรแกรมดูดไขมัน จะมีการดูแลแผลที่ใกล้ชิดกว่า จำเป็นต้องสวมชุดหรือผ้ารัดตามที่แพทย์กำหนด ระวังการติดเชื้อ และจำกัดกิจกรรมในช่วงพักฟื้น
  • โปรแกรม CoolSculpting จะมีการดูแลหลังทำไม่ซับซ้อน อาจมีรอยแดงหรืออาการชาเล็กน้อยในช่วงแรก ซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ จึงเหมาะกับคนที่ไม่สะดวกหยุดพักนาน ๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสลายไขมัน

โดยทั่วไปแล้ว น้ำหนักบนตาชั่งอาจเปลี่ยนแปลงไปไม่มาก เพราะเป้าหมายหลักของหัตถการในกลุ่มนี้จะเน้นการปรับสัดส่วน และกระชับรูปร่างในจุดที่มีไขมันสะสมเป็นหลัก

เซลล์ไขมันที่ถูกกำจัดออกไปแล้วจะไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่ แต่เซลล์ไขมันส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ในร่างกายจะยังสามารถขยายตัวได้หากไม่มีการดูแลตัวเองที่เหมาะสม ทำให้การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายเป็นประจำหลังทำสำคัญมากเพื่อคงผลลัพธ์เอาไว้

ขึ้นอยู่กับความหนาของไขมันและบริเวณที่ทำ บางจุดอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ แต่บางจุดที่มีไขมันหนาอาจต้องทำซ้ำเพื่อให้ได้สัดส่วนที่ต้องการ จำนวนครั้งที่เหมาะสมจึงควรให้แพทย์ประเมินก่อนเริ่มทำ

ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของผิว และปริมาณไขมันที่ลดออกไป โดยคนที่มีผิวยืดหยุ่นดีผิวมักจะกระชับตามได้ดี ส่วนคนที่ผิวมีความยืดหยุ่นน้อยอาจต้องทำหัตถการกระชับผิวเพิ่มเติม

โปรแกรม CoolSculpting และการดูดไขมัน สามารถจัดการได้เฉพาะไขมันใต้ผิวหนังเท่านั้น ไม่สามารถลดไขมันในช่องท้องที่อยู่ลึกรอบอวัยวะภายในได้

สลายไขมันเฉพาะจุดด้วยโปรแกรม CoolSculpting ที่ Amarante Clinic

และสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันเฉพาะจุดที่ลดได้ยาก และต้องการปรับสัดส่วนให้เรียวกระชับได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้นนาน ที่ Amarante Clinic ขอแนะนำโปรแกรม CoolSculpting อีกหนึ่งทางเลือกของการลดไขมันด้วยความเย็น วิเคราะห์ ประเมินสภาพผิว และออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละบุคคล หากสนใจสามารถสอบถามข้อมูลหรือดูรีวิวเพิ่มเติมได้ภายในเว็บไซต์ หรือปรึกษาปัญหาเบื้องต้นได้ตามช่องทางด้านล่างนี้

✓ บทความนี้ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย ทีมแพทย์ Amarante Clinic — แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ความงามและศัลยแพทย์ตกแต่ง

ขอบคุณคุณลูกค้าทุกท่านที่สนใจโปรโมชั่นดีๆ ของ Amarante Clinic นะคะ
🚩 อย่าลืมแอดไลน์ @amarante.official เพื่อที่จะไม่พลาดโปรโมชั่นสุดพิเศษนะคะ
😄 หรือสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลย
✅ Line คลิก > @amarante.official
✅ Inbox Facebook คลิก > @amaranteclinic
✅ Instagram คลิก > amarante_clinic
📍 สาขา อารีย์ : อาคารบ้านยสวดี (BTS อารีย์ ทางออกที่ 3) 
📞 080-393-6669
📍 สาขา บางนา : For You Park
📞 080-556-5294
📍 ทั้ง 2 สาขา มีที่จอดรถ สะดวกสบาย
🕘 เปิดให้บริการทุกวัน : 11.00-20.00 น.

ช่องทางติดต่อ - สาขาอารีย์

ช่องทางติดต่อ - สาขาบางนา

ไอคอน PDPA

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า