หากเพื่อน ๆ ลองค้นหาคำว่า “วิธีรักษาฝ้า” จะพบว่าในปัจจุบันมีวิธีมากมายในการรักษาฝ้า โดยคนไข้มักจะถามแพทย์อยู่เสมอว่า ระหว่างการฉีดฝ้า กับ เลเซอร์ฝ้า วิธีไหนคือวิธีที่ดีกว่า? ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำข้อดีที่แตกต่างของการรักษาฝ้าทั้ง 2 วิธีนี้ วิธีไหนจะรักษาฝ้าได้ดีกว่ากัน เราจะพาไปหาคำตอบกัน
ฉีดฝ้า และ เลเซอร์ฝ้า คืออะไร ?
ฉีดฝ้า
ฉีดฝ้า คือการฉีดเมโสฝ้านั่นเอง เป็นวิธีที่จะฉีดวิตามิน กรดอะมิโน และแร่ธาตุต่างๆ เข้าสู่ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) โดยตรง เพื่อให้สารเหล่านี้ไปออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นและเพื่อให้เอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีลดการทำงานลง ทำให้การสร้างเม็ดสีลดลง ทำให้รอยฝ้าจางลง
เลเซอร์ฝ้า
เลเซอร์ฝ้าคือการใช้พลังงานเลเซอร์มาช่วยรักษาฝ้า ไม่มีตัวยาอะไร โดยเลเซอร์จะถูกยิงลงไปยังเม็ดสี เมื่อเม็ดสีดูดซับพลังงานเข้าไป ก็จะเกิดความร้อนและแตกตัวออกในเวลาต่อมา แล้วร่างกายก็จะกำจัดเม็ดสีออกไปตามธรรมชาติ ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอกันและเรียบเนียนขึ้น ซึ่งเลเซอร์ที่ใช้รักษาฝ้ามีหลายแบบหลายยี่ห้อ แต่เลเซอร์ที่ได้รับความนิยมมากก็คือ Pico laser ของเครื่อง Picosure laser
เปรียบเทียบการฉีดฝ้าและเลเซอร์ฝ้า
เมื่อพูดถึงการรักษาฝ้าบนใบหน้า หลายคนมักจะลังเลว่า ควรจะเลือกใช้วิธีฉีดฝ้า กับ เลเซอร์ฝ้า แบบไหนจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน เพราะทั้ง 2 หัตถการต่างก็มีกลไกในการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
| หลักการรักษา | ใช้เข็มส่งตัวยาหรือวิตามินเข้าไปในชั้นผิว เพื่อยับยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานิน | ใช้พลังงานแสงความเข้มสูงยิงไปที่เม็ดสี เพื่อให้แตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ แล้วร่างกายกำจัดออก |
| ข้อดี | ผิวชุ่มชื้นขึ้น ไม่เป็นอันตรายต่อผิวบอบบาง ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวโดยตรง | เห็นผลไวในแง่ของความขาวใส จัดการจุดด่างดำที่ฝังลึกได้ดี |
| เหมาะกับฝ้าแบบไหน | ฝ้าแดด ฝ้าตื้น หรือผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายหรือผิวบาง | ฝ้าลึก ฝ้าดื้อยา หรือฝ้าที่สะสมมานาน |
| ความรู้สึกขณะทำ | เจ็บจี๊ดๆ เหมือนมดกัดตอนจิ้มเข็ม (อาจมีการแปะยาชาช่วย) | รู้สึกเหมือนดีดหนังยางบนผิว หรืออุ่น ๆ ร้อน ๆ บริเวณที่ยิง |
| ผลข้างเคียง | อาจมีรอยเข็มเล็ก ๆ หรือรอยช้ำเขียว (หายเองได้ใน 3-5 วัน) | ผิวแดง แสบร้อน หรือบางเคสอาจมีสะเก็ดบาง ๆ หากตั้งค่าพลังงานสูง |
| ระยะพักฟื้น | ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น ใช้ชีวิตได้ตามปกติ | พักฟื้นสั้น ๆ 1 – 3 วัน (หลีกเลี่ยงแดดจัดในช่วงแรก) |
| การดูแลหลังทำ | หลีกเลี่ยงการนวดหน้า 24 ชม. และควรดื่มน้ำเยอะ ๆ | เน้นทากันแดด และมอยส์เจอไรเซอร์ ห้ามแกะสะเก็ดเด็ดขาด |
| จำนวนครั้ง | ทำต่อเนื่องทุก 1 – 2 สัปดาห์ (ประมาณ 5 – 10 ครั้ง) | ทำต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง (ประมาณ 3 – 5 ครั้ง) |
| ผลลัพธ์ | ฝ้าดูจางลง ผิวดูสุขภาพดี และกระจ่างใสขึ้น | ฝ้าเข้ม ๆ จางลงอย่างชัดเจน ผิวเรียบเนียนมากขึ้น |
โปรแกรมฉีดฝ้า กับ เลเซอร์ฝ้า มีแบบไหนบ้าง ?
การรักษาฝ้าไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะฝ้าแต่ละประเภทต้องอาศัยเครื่องมือและวิธีในการรักษาที่แตกต่างกัน โดยเราขอแนะนำ 4 วิธีหลักที่ตอบโจทย์การรักษาในปัจจุบัน ดังนี้
โปรแกรมฉีดฝ้า Fillstim
โปรแกรมนี้เป็นการฉีดตัวยาเข้มข้นลงในชั้นผิวโดยตรง เพื่อหยุดการทำงานของเม็ดสีตั้งแต่ต้นตอ พร้อมช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงและกระจ่างใสขึ้นจากภายใน เป็นวิธีที่เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาฝ้า แต่มีปัญหาผิวบาง หรือผิวอ่อนแอซึ่งไม่พร้อมกับการทำเลเซอร์
- ยับยั้งการสร้างเม็ดสีใหม่จากต้นตอ
- ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง และชุ่มชื้นจากภายใน
- ไม่เป็นอันตราย ไม่ทำให้ผิวหน้าบาง ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น
โปรแกรมเลเซอร์ฝ้าด้วย Picosure Laser
โปรแกรมนี้เป็นการใช้พลังงานระดับ Picosecond ความเร็วระดับหนึ่งในล้านล้านวินาทีเข้าไปสลายเม็ดสีให้แตกละเอียดเป็นอนุภาคเล็ก ๆ โดยไม่เกิดการสะสมความร้อนจนทำให้ผิวไหม้ ช่วยให้ฝ้าจางลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนไปในตัวด้วย
- สลายเม็ดสีให้แตกละเอียดเป็นอนุภาคเล็ก ๆ ซึ่งร่างกายสามารถกำจัดออกได้เองตามธรรมชาติ
- ไม่สะสมความร้อนใต้ผิว ลดโอกาสการเกิดผิวไหม้เบิร์น
- ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวเรียบเนียนไปพร้อม ๆ กัน
โปรแกรมเลเซอร์ฝ้าด้วย Picosure Pro Laser
เป็นโปรแกรมที่อัปเกรดประสิทธิภาพมาจาก Picosure Laser ให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น ด้วยหัวเลเซอร์ที่เน้นความจำเพาะเจาะจงต่อเม็ดสีได้แม่นยำกว่าเดิม ส่งพลังงานได้นิ่งและเสถียรมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาฝ้าที่ยากต่อการรักษา หรือรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วยังไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน
- ส่งพลังงานได้เสถียร และมีความแม่นยำสูงกว่ารุ่นมาตรฐาน
- เห็นผลลัพธ์ชัดเจน แม้ในเคสฝ้าลึก หรือฝ้าที่ยากต่อการรักษา
- ใช้จำนวนครั้งในการรักษาน้อยกว่าโปรแกรมเลเซอร์ฝ้าทั่วไป
โปรแกรมเลเซอร์ฝ้าด้วย Dual Yellow Laser
โปรแกรมเลเซอร์ฝ้า Dual Yellow Laser เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาฝ้าเลือด หรือฝ้าที่มีเส้นเลือดฝอยผิดปกติร่วมด้วย เพราะเครื่องนี้จะใช้แสงสีเหลืองและสีเขียวเพื่อช่วยลดการทำงานของเส้นเลือดและเม็ดสีไปพร้อม ๆ กัน ทำแล้วหน้าไม่แดง ไม่ตกสะเก็ด และดูสดใสขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ
- ช่วยรักษารอยแดง และเส้นเลือดฝอยที่กลายมาเป็นปัญหาฝ้าได้เป็นอย่างดี
- ผิวหน้ากระจ่างใสมากขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ
- อ่อนโยนต่อผิว เจ็บน้อย และไม่มีสะเก็ดหลังทำ
สรุปแล้วเราควรเลือกวิธีรักษาฝ้าแบบฉีดฝ้า หรือ เลเซอร์ฝ้าดี?
วิธีที่เหมาะสม จะขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาฝ้าของแต่ละบุคคล ถ้าหากคนไข้มีปัญหาผิวบาง อ่อนแอ หรือเป็นฝ้าตื้น ๆ การเลือกวิธีฉีดฝ้าจะช่วยฟื้นฟูได้ดีกว่า แต่ถ้าหากเป็นปัญหาฝ้าลึก หรือฝ้าที่สะสมมานาน การรักษาด้วยโปรแกรมเลเซอร์ฝ้าจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วยิ่งกว่า
อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีในการรักษาฝ้าอย่างเห็นผลก็คือการทำแบบ “Dual Action” หรือการรักษาฝ้าแบบฉีดฝ้า หรือ เลเซอร์ฝ้าควบคู่กัน โดยให้เลเซอร์จะทำหน้าที่จัดการกับเม็ดสี และการฉีดฝ้าจะช่วยควบคุมการสร้างเม็ดสีใหม่ วิธีนี้จะช่วยให้ฝ้าจางลงได้อย่างยั่งยืน
รักษาฝ้าแบบฉีดฝ้า หรือ เลเซอร์ฝ้า ที่ไหนดี
การเลือกคลินิกเพื่อดูแลปัญหาฝ้าด้วยการฉีดฝ้า กับ เลเซอร์ฝ้า จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการรักษาเม็ดสีที่ผิดพลาดอาจทำให้ปัญหาฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ โดยมี 5 สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกคลินิกรักษาฝ้า ดังนี้
- ใบอนุญาตสถานพยาบาล : คลินิกจะต้องมีเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก แสดงให้เห็นชัดเจน เพื่อยืนยันว่าผ่านมาตรฐานสาธารณสุข
- ประสบการณ์และประสบการณ์ของแพทย์ : แพทย์ที่ทำการรักษาควรเป็นแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ด้านผิวหนัง หรือความงามโดยตรง เพื่อการวิเคราะห์ชนิดของฝ้าและวางแผนการรักษาโดยเลือกใช้เครื่องมือในการรักษาที่เหมาะสม
- เครื่องมือแพทย์แท้ที่ตรวจสอบได้ : ไม่ว่าจะเป็นตัวยาสำหรับฉีด หรือเครื่องเลเซอร์ จะต้องเป็นของแท้ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจาก อย. และสามารถตรวจสอบ Serial Number กับบริษัทผู้นำเข้าได้จริง เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่รุนแรง
- ความโปร่งใสของราคาและการให้คำปรึกษา : แพทย์จะต้องประเมินสภาพผิวและแจ้งแผนการรักษาอย่างตรงไปตรงมา ราคาต้องชัดเจนไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง และไม่กดดันให้คนไข้ซื้อคอร์สจนเกินพอดี
- รีวิวจากผู้เข้ารับบริการจริง : คลินิกที่เชื่อถือได้ จะมีรีวิวจากผู้เข้ารับบริการจริงที่เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงภาพโฆษณาชวนเชื่อที่ดูผ่านการแต่งรูปจนเกินจริง
(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมฉีดฝ้า และเลเซอร์ฝ้า
การรักษาฝ้าด้วยการฉีดสลายฝ้า จะช่วยให้ฝ้าจางลง และให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ เพราะตัวยาจะเข้าไปหยุดกระบวนการผลิตเม็ดสีถึงระดับเซลล์ แต่จะหายขาดไหมนั้นขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง และวินัยในการทากันแดดควบคู่ไปด้วย
ควรเลือกใช้ตัวยาที่เน้นการฟื้นฟูและยับยั้งเม็ดสีโดยเฉพาะ เช่น โปรแกรมฉีดฝ้า Fillstim ที่นอกจากจะช่วยเรื่องฝ้าแล้ว ยังช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นอีกด้วย
การฉีดสลายฝ้าไม่เป็นอันตราย หากเลือกใช้ตัวยาที่ผ่านการรับรองคุณภาพจาก อย. และฉีดโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ยาวนานในคลินิกที่ได้มาตรฐาน
ปรึกษาการทำโปรแกรมรักษาฝ้าแบบฉีดฝ้า หรือ เลเซอร์ฝ้า ที่ Amarante Clinic
ที่ Amarante Clinic ยินดีให้คำปรึกษาและออกแบบวางแผนการรักษาฝ้าที่เห็นผลให้กับคุณ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการฉีดฝ้า หรือเลเซอร์ฝ้า ทุกขั้นตอนได้รับการดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง วิเคราะห์ปัญหาและสภาพผิวอย่างแม่นยำ เลือกใช้เทคโนโลยีและตัวยาที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมฉีดฝ้า Fillstim ที่เน้นฟื้นฟูผิวจากภายใน และโปรแกรมเลเซอร์ฝ้าหลากหลายวิธีทั้งโปรแกรม Picosure, Picosure Pro และ Dual Yellow Laser ที่จัดการได้ครอบคลุมทุกชนิดฝ้า